Back to Top

INTERNATIONAL

PROGRAM EXPERTISE

COURSE

สัมภาษณ์นักเรียนภาคไทย มาเรียนภาค Inter

IGCSE/GCSE

A-Level

NEW SAT/ SAT II (New SAT)

CU-TEP 90+

CU-AAT

CU-ATS

CU-TAD

MUIC

TU-GET 750+

Interview (สอบสัมภาษณ์)

สอบเข้าเตรียมอุดมฯ

Academic Writing (ESSAY)

GAT ภาษาอังกฤษ ( GAT ENG )

ติวเข้ม TOEIC 750+

Calculus

PAT 1 เลข

คอร์สภาษาจีน / HSK / PAT 7.4

Computer Programming

IELTS BAND 7+

ติวเข้ม ภาษาญี่ปุ่น Japanese

ap5_10 บทความนี่คัดลอกมาจาก www.Dek-d.com สวัสดีครับ.. ช่วงนี้กระแสการสอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในคณะหลักสูตร Inter กำลังมาแรงแซงไม่ใช่แค่เด็กนานาชาติเท่านั้นที่สนใจ แต่เด็กสายศิลป์ที่เกรด Eng ยังไม่ไหว- จะเคลียร์ ก็ยังฟิตสู้ตายที่จะไปสอบเข้าด้วย เอ๊ะ มันมีอะไรดีนะ วันนี้ พี่ลาเต้ เลยมี 4 รุ่นพี่คนเก่งที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเด็ก ม.ปลาย เรียนสายวิทย์ สายศิลป์ธรรมดา แต่วันนี้พวกเขาสามารถสอบเข้าไปเรียนในคณะต่างๆ ของหลักสูตร Inter ได้ ว้าวๆๆ พวกเขาใช้สูตรอะไรไปสู้กับเด็กนานาชาตินะเนี่ย ไปฟังจากพวกเขากันเลยครับ ใครเป็นใครแนะนำตัวกับน้องๆ ชาวเด็กดีหน่อยครับ นิ้งหน่อง : สวัสดีค่ะ ชื่อนิ้งหน่อง ณัฐธยาน์ เจริญวัฒนาพินิชค่ะ ตอนนี้เรียนอยู่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี หลักสูตรนานาชาติ ปี 1 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยค่ะ เม็ดทราย : สวัสดีค่ะ น้องๆ ชาวเด็กดี พี่ชื่อเม็ดทราย นันท์นภัส เนรกัณฐ์ ตอนนี้เรียนที่คณะศิลปศาสตร์ หลักสูตรนานาชาติ ภาค Inter ปี 2 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ค่ะ เกียร์ : สวัสดีครับ ชื่อเกียร์ สสิน จันทร์แจ่มจรัส เรียนอยู่ปี 1 คณะวิศวกรรมศาสตร์ หลักสูตรนานาชาติ ภาค Inter จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยครับ แม็ท : สวัสดีครับ ชื่อแม็กครับ ภวินทร์ นิศามณีพงษ์ อยู่คณะบริหารธุรกิจ หลักสูตรนานาชาติ Inter มหาวิทยาลัยมหิดล ปี 1 ครับผมap5_13

เป็นเด็ก ม.ปลาย ภาคไทยอยู่ดีๆ ทำไมถึงอยากมาเรียนภาค Inter ครับ

นิ้งหน่อง : เรียนแผนศิลป์ญี่ปุ่นมาก่อนค่ะ ที่เตรียมอุดมศึกษา ตอนนั้นเกรดก็ประมาณ 3.2 ตอนนั้นก็ตั้งใจว่าอยากจะเรียนมหาวิทยาลัยที่จุฬาฯ หรือไม่ก็ธรรมศาสตร์ ตอนแรกก็ตั้งใจว่าจะสอบเข้านิเทศศาสตร์หลักสูตรปกติ แต่พอมาเจอ GAT PAT ปี 53 ซึ่งที่รู้ๆ กันอยู่ เราก็รู้สึกว่ามันไม่ค่อยมั่นคง 555 ก็เลยว่าอินเตอร์ดีกว่าไหม อีกอย่างเราก็เคยเรียน EP มาตอน ม.ต้น ก็พอมีทักษะอยู่บ้าง ก็เลยคิดว่าไม่น่ากลัวเท่าไหร่ ที่มาเลือกเรียนบริหารก็เพราะอยากช่วยคุณแม่ที่ทำธุรกิจส่วนตัวด้วยค่ะ เม็ดทราย : อยากเรียนนิเทศเหมือนนิ้งหน่องเลย 555 คือสาเหตุที่กระโดดมาเรียน Inter ก็เพราะว่าตอน ม.ปลายเป็นเด็กศิลป์คำนวณ แต่กลัวเลขมาก ที่เลือกเรียนนิเทศตอนนั้นคือ ต้องการหนีเลข ก็เลยหาคณะที่ไม่มีเรียนเลข ประกอบกับตอนนั้นก็อยากเรียนธรรมศาสตร์ด้วย แต่แม่ยื่นคำขาดไว้ว่าหากธรรมศาสตร์ต้องไปเรียนที่รังสิตแม่ไม่ให้ไป ถึงติดคณะที่ชอบก็ไม่ให้ ก็เลยเหลือ Inter ที่เรียนท่าพระจันทร์ก็เลยลองสอบดู อย่างสาเหตุที่มาเรียน Inter เพราะคิดว่า O-NET มันยากด้วย เห็นรุ่นพี่ๆ บ่นกัน เลยหาทางเบี่ยงดู เกียร์ : เกียร์จบจากสาธิตจุฬาครับ ก็เรียนแผนวิทย์คณิตมา ตอนนั้นก็ยังไม่ชัวร์ในตัวเองเหมือนกันครับว่าจะเรียน Inter หรือเปล่า แต่ในใจลึกๆ ก็คิดมาตลอดว่าอยากเปลี่ยนแนวการเรียนบ้าง เพราะเรียนภาคไทยมาตลอด ตอนแรกก็กลัว แต่ก็อยากลองดู ปรากฏว่าไปสอบก็ติดครับ ก็เรียนทุกอย่างเหมือนภาคไทย แต่เรียนเป็นภาษาอังกฤษนั้นเอง แม็ท : เอาจริงๆ คือเรียนสายวิทย์ไม่ค่อยรู้เรื่องเลยครับ มันเครียดมาก เกรดก็ค่อนข้างไม่ดีด้วย คิดดูอยู่ ม.ปลาย แต่ได้เกรดเฉลี่ยรวมประมาณ 2 กว่าๆ ก็เลยคิดว่าหากต่อมหาวิทยาลัยจะหนีไปเรียนคณะด้านบริหารฯ ที่ตัวเองชอบ และก็ตั้งใจว่าจะเลือกเรียนอินเตอร์ด้วย เพราะชอบภาษาอังกฤษ ไม่ถึงขนาดเทพมาแต่พอเขียนอ่านได้ แต่สาเหตุหลักๆ ที่มาเรียน Inter ก็คือ เขาไม่เอาเกรดนั้นเอง เป็นโอกาสดีของคนเกรดน้อย อิอิCuaat

ตอนสอบเข้า Inter เขาสอบอะไรบ้างอะครับ

นิ้งหน่อง : ยื่น 2 ตัวคือ CU-TEP และ CU-AAT โดย CU-TEP ก็เป็นอังกฤษล้วน วัดแค่ผ่านเกณฑ์อย่างเดียว ส่วนที่มาตัดกันจริงๆ ก็จะเป็น CU-AAT เป็นอังกฤษกับเลข แต่หากผ่านวิชานี้ไปก็เข้ารอบต่อไปเพื่อนสอบสัมภาษณ์ ซึ่งตอนนั้นสอบสัมภาษณ์ก็ไม่ได้เตรียมพอร์ทไปด้วย มีกรรมการเป็นครูฝรั่งกับครูไทย เขาก็ถามว่าชื่ออะไร เข้ามาที่นี่เพื่ออะไร ถ้าไม่ได้จะทำยังไง แต่ไม่น่ากลัวมากค่ะ ก็มีแอบถามคนที่ออกมาก่อน เขาก็เตือนว่าอย่าพูดนะว่าเราพูดได้หลายภาษา เพราะกรรมการจะบอกให้เราโชว์ทันที เม็ดทราย : ของเม็ดทรายต้องใช้เกรดยื่นเข้าไปก่อนค่ะ เขากำหนดว่าต้องไม่ต่ำกว่า 2.75 จากนั้นก็ ก็ไปสอบก็มีข้อเขียน หากผ่านก็สัมภาษณ์ ตอนสัมภาษณ์เขาก็ดูพอร์ทว่าทำไมเราอยากเรียนคณะนี้ บางคำถามเราก็แปลที่เขาถามไม่ทัน ก็อาศัยยิ้มไป และประมวลศัพท์ในหัวก่อน 555 กรรมการถามทุกหน้าของพอร์ทผลงานเลย ก็มีทั้งครูไทยและครูฝรั่งที่เป็นกรรมการ แต่การมีแฟ้มผลงานไปก็ดีนะค่ะ เพราะเรา จะได้ไม่โดนถามเรื่องนอกพอร์ทเลย อยากบอกว่าตอนนั้นจิตตกมาก เพราะเป็นนักเรียนไทยคนเดียวในจำนวนเด็กนานาชาติที่เข้าไปสอบ แต่ก็ภูมิใจที่เอาตัวรอดมาได้ เกียร์ : ของวิศวฯ อินเตอร์ จุฬาฯ เขาก็มีสอบ CU-TEP CU-AAT และก็มีอีกวิชาที่เป็นเนื้อหาฟิสิกส์ เคมี ชีวะ ล้วนๆ เขาก็จะแบ่งว่าเป็นภาคไหนต้องใช้วิชาไหน ข้อสอบในความคิดผมก็คิดว่าไม่ค่อยยากนะครับ คิดว่าหากเด็กภาคไทยไปสอบไม่น่ายากเกินไป พอผ่านเข้าไปรอบสอบสัมภาษณ์ก็มีครูฝรั่งกับครูไทย จำได้ว่าวันนั้นคนเยอะมาก เขาก็ถามความรู้ว่าเราทำกิจกรรมอะไรบ้าง เขาก็บอกให้เราแนะนำตัวนิดหน่อย แต่มีให้เราโชว์ความรู้ด้านวิศวฯ เบื้องต้น เขาก็ถามว่าลองคำนวณพื้นที่ห้องนี้ซิว่าพื้นที่เท่าไหร่ ผมก็บอกว่าใช้ถ้าผมนอนบนพื้นจะเป็นกี่เท่าของตัวผม เป็นกี่เท่าของห้อง ประมาณนี้ครับ แม็ท : ของบริหารฯ มหิดล อินเตอร์ จะเป็นข้อสอบของเขาเองครับ เป็นพาร์ทฟังอ่านเขียน ประมาณ 100 ข้อ ก็ยากหน่อยๆ แต่สอบ 2 วันจบเลย พอผ่านข้อเขียนก็มาต่อด้วยสัมภารษณ์ แต่ตอนสัมภาษณ์ไม่มีอะไรมากนะครับ ผมไม่มีพอร์ทเลย ใส่ชุดไปรเวทไปด้วย เขาอนุญาตให้ใส่ได้นะครับ อิอิ เขาจะมีรูปให้เราดู ก็มีกรรมการ 3 คนฝรั่งหมดเลย เขาให้ดูรูปแล้วให้เราอธิบายว่ารูปนี้เป็นยังไง มีกิจกรรมอะไรในรูปบ้าง เหมือนเป็นฝึกทักษะอังกฤษไปก่อน ใช้เวลาประมาณ 15 นาทีก็ออกมาครับ

พอสอบติดเข้าไปเรียน ภาค Inter เป็นยังไงบ้างครับ เหมือนกับที่คิดไหม

นิ้งหน่อง : ไม่เหมือนเลยค่ะ เข้าไปคิดว่าจะชิวกว่านี้ ตอนแรกนึกว่าจะได้เจอครูฝรั่งล้วนๆ แต่ก็มีคนไทยมาสอนบ้าง แต่ก็ดีนะคะ เพราะจะได้อธิบายศัทพ์ที่ยากๆ ได้ อย่างที่คณะพาณิชยศาสตร์ และการบัญชี จุฬาฯ ภาค Inter นิสิตจะแบ่งเป็น 6 เซก บางกลุ่มอาจจะมาเจอกันบ้าง เพื่อนๆ ที่มาเรียนก็มีทั้งเด็กนานาชาติ และเด็กไทย เวลาคุยกับอาจารย์ก็คุย ENG แต่คุยกับเพื่อนก็ภาษาไทย 555 สิ่งที่ภาค Interกับภาคไทยต่างกันก็คงจะเป็นเวลาเรียนเราจะเปิดหลังเขา ไม่ค่อยได้เจอกับเขาด้วย แต่กิจกรรมก็เหมือนกันเลย ส่วนหนังสือต่างกันมาก ของเราเป็นหนังสือฝรั่งมาเลย หนามากๆ เม็ดทราย : ก็ไม่ต่างจากที่คิดมากนะค่ะ ภาค Inter ก็จะอารมณ์ประมาณเด็กอินเตอร์ มีแต่เด็กนานาชาติ เด็กเมืองนอก และก็อารมณ์จบจากนอกที่อายุน้อยกว่าเรา แต่ฉลาดกว่าเรามาก 555 อาจารย์ที่สอนส่วนมากก็ต่างชาติ ตั้งแต่เรียนมามีครูไทยคนเดียว แต่เชื่อไหมว่าตอนนี้รู้สึกว่าตัวเองโง่ที่สุดในห้อง และเด็กไทยส่วนใหญ่จะรู้สึกแบบนี้ อย่างเด็กไทยกับเด็กนอกก็อยู่คนละแก๊งกันเลย เขาไม่คุยกับคนไทย ภาษาไทยก็ไม่พูด เขาก็อารมณ์ประมาณนั้นอยู่แล้ว แต่ไม่ใช่เขารังเกียจนะ เพียงแต่เขาก็คงสะดวกพูดอังกฤษ เหมือนที่เราสะดวกพูดไทย แต่ก็มีแบบสื่อสารกับอาจารย์ไม่รู้เรื่องเป็นบางที เช่น ครูญี่ปุ่น ที่ออกสำเนียงไม่ชัด เด็กบางที่จะชิน แต่เราไม่ชิน ประมาณนี้ค่ะ เกียร์ : ที่วิศวกรรมจุฬาฯ Inter ครูที่สอนจะเป็นชาวต่างชาติเกือบหมด เพื่อร่วมชั้นหลังจากมองหน้าแล้วก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ส่วนใหญ่เป็นเด็กสาธิต เด็กเตรียมทั้งนั้น แต่ก็มีเด็กนานาชาติมาบ้าง เวลารวมกลุ่มเพื่อนก็จะคุยกันด้วยภาษาไทยหมดเลย ส่วนเด็กนานาชาติที่มาเรียนเขาก็ไม่พูดไทยไม่ค่อยได้ ก็จะอยู่อีกกลุ่มไปครับ บรรยากาศไม่เครียดมาก เน้นมิตรภาพมากกว่า แม็ท : ต่างจากที่คิดไว้เยอะเลย เพราะ Inter ที่มหิดลเรียนยากเหมือนกันครับ คนที่สอนจะเป็นครูฝรั่งหมดเลยทุกชั้นปี เพื่อนๆ ร่วมชั้นก็มีคนต่างชาติเยอะด้วยด้วย ไม่ค่อยมีเด็กไทยเท่าไหร่ เราก็สื่อสารกับเขา โอเค เพราะเขาก็พูดภาษาไทยได้บ้าง แต่ปัญหาที่พบบ่อยก็คงจะเป็นตอนเรียนหากครูที่สอนจะเป็นต่างชาติแบบสำเนียงยุโรปที่ไม่คุ้นหูมันก็จะทำให้เราฟังยาก ก็แอบไปถามเอาจากเพื่อนๆ ประมาณว่าช่วยๆ กันครับ

สุดท้ายให้ฝากกำลังใจน้องๆ ที่อยากจะเรียน Inter หน่อยครับ

นิ้งหน่อง : ขอให้ตั้งใจ ถ้าเป็นอินเตอร์อยู่แล้วก็ขอให้มีสมาธิมากๆ ส่วนหากเป็นเด็กภาคไทยก็ขอให้ตั้งใจมากๆ เช่นกัน ครั้งหนึ่งพี่ก็เป็นเด็กภาคไทย และสอบเข้ามาได้เชื่อว่าน้องๆ ก็ต้องทำได้ พี่แนะนำ หากมีโอกาสให้เรียนพิเศษไปเลย เพราะที่โรงเรียนสอนส่วนใหญ่ก็จะเน้นแกรมม่าเป็นหลัก แต่พอเรียนพิเศษมันจะช่วยให้รู้มากขึ้น และตรงประเด็นด้วย ยังไงก็ขอเอาใจช่วยค่ะ เม็ดทราย : ขอให้ตั้งใจ โดยเฉพาะการเลือกคณะ เลือกให้ดี และเหมาะกับตัวเองที่สุด ภาค Inter ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือก คิดว่าไหว ก็ลองมาเรียนดู มันอาจจะไม่ง่ายอย่างที่หลายคนคิด แต่หลายคนก็สามารถทำมันสอบเข้ามาเรียนได้ ขอเป็นกำลังใจให้น้องๆ ค่ะ เกียร์ : 2 คนแรกพูดมาหมดแล้ว 555 งั้นขอโปรโมทคณะตัวเองแล้วกัน คือฝากถึงน้องๆ ที่อยากเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ Inter ของจุฬาฯ นะครับ ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ ความจริงเรียนเหมือนภาคไทย แต่ต่างกันแค่เรียนเป็นอังกฤษนั้นเอง จนทำให้เราฝึกภาษาไปในตัวด้วยครับ แม็ท : เอาใจช่วยน้องๆ นะครับ ลองเริ่มฝึกภาษาอังกฤษ ขยันหน่อยก็ทำได้แน่นอน อย่างเทคนิคที่พี่ใช้ก็จะอาศัยเรียนพิเศษเพื่อไม่ให้อ่านไปแบบวนๆ ต้องการอะไรที่ตรงประเด็น ส่วนอยู่บ้านก็ลองหาหนังฝรั่งมาดู ช่วยฝึกสำเนียง และภาษาได้ดีครับ สู้ๆ เอาใจช่วยน้องๆ ที่อยากเรียน Inter ทุกคนครับ เอาล่ะครับ ได้ทราบประสบการณ์เส้นทางของพี่ๆ ทั้ง 4 คนจากเด็กมัธยมธรรมดา จนฝ่าฟันสู่มหาวิทยาลัยในคณะ Inter กันแล้ว ไม่ยากเกินไปใช่ไหมครับ พี่ลาเต้ ก็ขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้น้องๆ ที่มีฝันอยากเรียน Inter สมหวังในคณะในฝันทุกคนคร้าบ สู้ๆๆ